foto1
foto1
foto1
foto1
foto1

นิทาน น้ำใจไมตรี

ปฏิทิน

March 2019
S M T W T F S
1 2
3 4 5 6 7 8 9
10 11 12 13 14 15 16
17 18 19 20 21 22 23
24 25 26 27 28 29 30
31

Facebook Page

แผนที่ตั้ง

สถิติผู้เยี่ยมชม

249466
วันนี้
เมื่อวานนี้
สัปดาห์นี้
สัปดาห์ที่แล้ว
เดือนนี้
เดือนที่แล้ว
ทั้งหมด
421
457
878
245138
15527
16120
249466

Your IP: 34.204.52.4
2019-03-18 21:23

นิทานน้ำใจไมตรี 106

ลาอยากร้องเพลง

          จักจั่นมักจะร้องเพลงที่ไพเราะกันอยู่ตลอดเวลาลาจึงเอ่ยถามจักจั่นขึ้นมาว่า“เพื่อนเอ๋ย เจ้ากินสิ่งใดกันหรือ จึงได้มีเสียงที่ไพเราะกันขนาดนี้”จักจั่นยิ้มเเล้วจึงตอบว่า“อ๋อ อาหารของพวกข้านั้นก็คือน้ำค้างไงล่ะ”ลาจึงเข้าใจว่าเพราะจักจั่นกินเเต่น้ำค้างกันอย่างเดียว จึงได้มีเสียงที่ไพเราะกันเช่นนี้ ถ้าตนกินน้ำค้างบ้าง ตนก็คงจะสามารถร้องเพลงได้อย่างไพเราะอย่างเช่นจักจั่นอย่างแน่นอนตั้งเเต่วันนั้นเป็นต้นมาลาก็กินเเต่น้ำค้างมาตลอดทุกๆวัน ไม่แตะต้องหญ้าที่เป็นอาหาร ของตน ในไม่ช้า ลาก็ตายไปเพราะ ความหิวโหยไปนิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่าสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับผู้อื่นอาจเป็นสิ่งที่เเย่ที่สุดสำหรับเรา

ที่มา: http://www.nithan.in.th/

       ดาวน์โหลดนิทาน PDF

นิทานน้ำใจไมตรี 103

ถ้ากลัว! และอ่อนแอก็จะแพ้ไปชั่วชีวิต 🐭🐁🐀

หนูตัวหนึ่ง เอาแต่นั่งสลดหดหู่ เพราะมันกลัวแมวเป็นอย่างมาก เทวดารู้สึกเห็นใจและสงสาร จึงเสกให้มันกลายเป็นแมวเมื่อหนูกลายร่างเป็นแมว มันกลับรู้สึกกลัวหมา เทวดาจึงเสกให้มันกลายเป็นหมา มันก็กลัวเสืออีกเทวดาจึงเสกให้มันกลายเป็นเสือ แต่พอมันกลายเป็นเสือ มันก็กลัวจะเจอกับนายพรานในสักวันหนึ่งสุดท้าย เทวดาจึงเสกให้มันกลับมาเป็นหนูเหมือนดังเดิมเทวดาบอกกับหนูว่า...“ต่อให้ข้าเปลี่ยนเจ้าให้เป็นอะไร มันก็ช่วยเจ้าไม่ได้ เพราะสิ่งที่เจ้าไม่มีก็คือความกล้าหาญเผชิญกับความเป็นจริง ใจของเจ้าก็เป็นหนูอยู่ดี เพราะฉะนั้น ก็จงเป็นหนูต่อไปเถิด”คนที่มีแต่ข้ออ้าง เขาย่อมไร้วาสนากับความสำเร็จ และความสำเร็จย่อมอยู่ห่างจากเขาไกลแสนไกล และสุดท้ายสิ่งที่เขาต้องเผชิญก็คือความเสียใจและความเสียดาย.  ไม่ว่าจะทำการใด กลัว ก็แพ้ไปชั่วชีวิต!

          นิทานนี้ส่งต่อกันมา. ไม่ทราบว่าใครเป็นผู้แต่ง

ที่มา: https://m.facebook.com/650307925074745/photos/
a.650318051740399.1073741828.650307925074745/
1288283694610495/?type=3&source=57

   ดาวน์โหลดนิทาน PDF

นิทานน้ำใจ036

สละชีพเพื่อชาติ  ในสงครามมหาเอเชียบูรพา

 

กว่า 70 ปีมาแล้ว  เมื่อวันที่ 6 ถึง 8 ธันวาคม พ.ศ. 2485  ได้เกิดสงครามมหาเอเชียบูรพา ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของสงครามโลกครั้งที่ 2 กองทัพญี่ปุ่นส่งทหารจำนวนมาก  ยกพลขึ้นบกในประเทศไทยเพื่อไปโจมตีทหารอังกฤษในมาเลเซีย สิงคโปร์ และพม่า เกิดการสู้รบ ทำให้มีผู้สละชีพเพื่อชาติ ทั้งฝ่ายไทยและญี่ปุ่นหลายร้อยคน

7  ธันวาคม พ.ศ. 2484  เวลา 07.49 น.  เวลาฮาวาย  เครื่องบินญี่ปุ่นบุกโจมตีฐานทัพ ของสหรัฐอเมริกาที่อ่าวเพิร์ล ฮาเบอร์ บนเกาะฮาวาย อย่างสายฟ้าแลบ หลังจากนั้น ทหารญี่ปุ่น ก็ยกพลขึ้นบกในประเทศไทยพร้อมกัน ที่ สงขลา ปัตตานี ชุมพร สุราษฎร์ธานี  นครศรีธรรมราช สมุทรปราการ (บางปู) และประจวบคีรีขันธ์

ตอนเช้าตรู่ของวันที่  8 ธันวาคม พ.ศ. 2484 ทหารญี่ปุ่น ลงเรือใหญ่ 13 ลำ ออกจากเกาะไหหลำ มาจอดบริเวณเกาะหนูเกาะแมว ใกล้หาดสมิหลา สงขลา  แล้วลงเรือเล็กขึ้นฝั่ง ขี่จักรยานไปตามถนนสงขลา-หาดใหญ่ และขึ้นรถไฟไทยเดินทางจากสงขลาไปเคดาห์(ไทรบุรี) ทหารไทยใช้ปืนใหญ่สนามยิงทหารญี่ปุ่น ที่ควนแม่เตย จนกระทั่งใกล้เที่ยง ทหารไทยจึงได้รับคำสั่งวิทยุจากผู้บังคับบัญชา ให้หยุดการรบและหลีกทางให้ทหารญี่ปุ่นผ่านไป มีทหารไทยที่สงขลาเสียชีวิต 13 คน  ฝ่ายญี่ปุ่นเสียชีวิตราว 200 คน

ที่นครศรีธรรมราช วันที่ 8 ธันวาคม พ.ศ.2484  เวลา 6.30 น. ทหารญี่ปุ่นลงเรือใหญ่จากไซ่ง่อนมาถึงอ่าวไทย แล้วส่งทหารลงเรือท้องแบนขึ้นฝั่งที่บริเวณท่าแพ  ทหารไทย ใช้ปืนใหญ่ และปืนกลหนักระดมยิง 
มีการสู้รบถึงขั้นตะลุมบอนด้วยดาบปลายปืน ทหารญี่ปุ่นเสียชีวิตไปมาก ส่วนทหารไทยเสียชีวิตไป ๓๙ นาย เช่น พ.อ.(พ.ต.) หลวงราญรอนสงคราม(เจริญ ภูมิประภาส) รอง เสนาธิการ มทบ.๖ ถูกยิงและซามูไรฟันซ้ำ    พ.ท. (ร.อ.) ขุนนวมณฑนะโยธิน (นวม นวมะรัตน์ ) ผู้บังคับกองพาหนะ  มทบ.๖ ถูกกระสุนปืนครก  และ พ.อ.หลวงอมรเสนีย์ (ทศ อัมรานนท์) ผู้บังคับการทหารปืนใหญ่ ก็ถูกยิงเสียชีวิตเช่นกัน

ที่ประจวบคีรีขันธ์  เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2484  เวลาประมาณ 04.00 น. ตำรวจรักษาการณ์ที่สถานีตำรวจภูธรประจวบฯ เห็นชายแต่งกายแปลกๆ เดินมาคนเดียวที่บันไดโรงพัก ตำรวจร้องบอกให้หยุด ก็ไม่หยุด จึงแทงด้วยดาบปลายปืนจนเสียชีวิต (ต่อมาทราบว่าเป็นผู้บังคับกองพันทหารญี่ปุ่น) หลังจากนั้นทหารญี่ปุ่นก็โจมตีโรงพัก ด้วยระเบิดมือ ทำให้ตำรวจไทยเสียชีวิต 13 คน

ที่ชายทะเลประจวบคีรีขันธ์  8 ธันวาคม พ.ศ. 2484 เวลา ประมาณ 05.00 น. ทหารญี่ปุ่นยกพลขึ้นบกที่ชายทะเลอ่าวมะนาว  พยายามเข้ายึดกองบินน้อยที่ 5 ของทหารอากาศ เกิดการสู้รบขั้นตะลุมบอน    ลูกเสือตรีบุญยิ่ง ศิริเสถียร นักเรียนชั้นมัธยมปีที่ 1 โรงเรียนประจวบวิทยาลัย นำจดหมายคำสั่งไปส่งให้ทหารที่อ่าวมะนาว ถูกปืนยิงที่คอจนเสียชีวิต   เหตุการณ์สู้รบยุติลงเวลาประมาณ 14.00 น.ของวันที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2484 หลังจากสู้รบกัน 33 ชั่วโมง  รายงานฝ่ายญี่ปุ่นว่าทหารญี่ปุ่น เสียชีวิต 51 คน  (เป็นนายทหารผู้ใหญ่
2 คน) แต่รายงานฝ่ายไทยว่าญี่ปุ่นเสียชีวิตกว่า 200 คน   ในขณะที่ฝ่ายไทยเสียชีวิต 42 คน

ต่อมามีสร้าง อนุสาวรีย์วีรกรรม 8 ธ.ค. 2484  ที่กองบิน 5  และอนุสาวรีย์ลูกเสือตรีบุญยิ่ง ศิริเสถียร(พ.อ.อ.) ที่โรงเรียนประจวบวิทยาลัย  จังหวัดประจวบคีรีขันธ์

ที่ชุมพร 8 ธันวาคม พ.ศ.2484 ทหารญี่ปุ่น ยกพลขึ้นบก ที่อ่าวปากหาด ขี่จักรยานและเดินเข้าสู่เมืองชุมพร ฝ่ายไทยจัดทหารและนักเรียนยุวชนทหารไปต้านญี่ปุ่น ที่เชิงสะพานท่านางสังข์ ยุวชนทหารต่อสู้กับทหารญี่ปุ่นอย่างรุนแรง ร้อยเอกถวิล นิยมเสน ครูยุวชนทหารถูกกระสุนปืนข้าศึกเสียชีวิต ต่อมามีการยุติการรบตามคำสั่งของรัฐบาลไทย ผลการต่อสู้ ฝ่ายญี่ปุ่นเสียชีวิต 11 คน ฝ่ายไทยเสียชีวิต 5 คน

ที่ปัตตานี ซึ่งเป็นจุดใกล้ชายแดนไทย-มลายูมากที่สุด พวกญี่ปุ่นเตรียมการล่วงหน้า มาตั้งร้านขายยา  ทำฟัน สถานพยาบาล ขายถ้วยชาม ร้านถ่ายรูป และชอบลงเรือไปตกปลา 8 ธันวาคม พ.ศ.2484  ทหารญี่ปุ่นกองพลที่ 25 ลงเรือจากเกาะไหหลำประเทศจีนมาถึงปัตตานีราวเที่ยงคืน แล้วยกพลขึ้นบกตอนประมาณ 03.00 น. บริเวณตำบลรูสะมิแล ปากน้ำปัตตานี  มีการรบกันกับฝ่ายไทยที่หน้าศาลากลาง และ หอนาฬิกา   พ.อ.(พ.ท.) ขุนอิงคยุทธบริหาร(ทองสุก อิงคกุล)  ผู้บังคับกองพันทหารราบที่ 42 นำทหารเข้าต่อสู้ แต่ถูกยิงด้วยปืนกลจนเสียชีวิต ยุวชนทหารซึ่งเป็นนักเรียนโรงเรียนเบญจมราชูทิศ ได้ไปเบิกปืนที่สถานีตำรวจแล้วยิงต่อสู้กับพวกญี่ปุ่นจนเสียชีวิตไป 5 คน ส่วนทหารญี่ปุ่นเสียชีวิตราว 300 คน

ที่สุราษฎร์ธานีราว 7.30 น.เรือท้องแบนญี่ปุ่นติดธงชาติไทยกับธงชาติญี่ปุ่นแล่นเข้าแม่น้ำตาปี  ทหารญี่ปุ่นขึ้นบกที่ท่าตลาดกอบกาญจน์ โดยมีชายญี่ปุ่นที่เคยมาขายถ้วยชามแต่งเครื่องแบบพันตรีทหารญี่ปุ่นเดินนำแถว  มาถึงสะพานคูเมือง ครูลำยอง วิศุภกาญจน์อายุ 25 ปี นำลูกเสือสมุทรเสนาของโรงเรียนสุราษฎร์ธานี ไปรับปืนพระรามหกที่สถานีตำรวจมายิงต่อสู้กับทหารญี่ปุ่น  ครูลำยองถูกยิงเสียชีวิตพร้อมกับลูกเสือคอย อั้นอุย  และตำรวจประชาชน รวม 18 คน ต่อมามีการสร้างอนุสาวรีย์ครูลำยองไว้ที่โรงเรียนสุราษฎร์ธานี  ผู้เสียชีวิตอื่นคือ นายแอบ ลางดุลเกษตริน  พนักงานป่าไม้ซึ่งถูกยิงตายขณะไปช่วยดับไฟที่ศาลากลาง

ที่สมุทรปราการ ทหารญี่ปุ่นยกพลขึ้นบกที่บางปู เพื่อเข้ายึดกรุงเทพฯ แต่ไม่เกิดการสู้รบ เพราะทหารญี่ปุ่นยินยอมที่จะไม่เคลื่อนพลเข้ากรุงเทพฯ จนกว่าจะมีการเจรจาตกลงกัน

8 ธันวาคม พ.ศ. 2484 ทางญี่ปุ่นยื่นคำขาดว่าถ้ารัฐบาลไทยไม่ให้ทหารญี่ปุ่นผ่านดินแดนภายใน
10.00 น. จะใช้เครื่องบิน 200 ลำ ทิ้งระเบิดกรุงเทพ คณะรัฐมนตรีที่มีจอมพล ป.พิบูลสงครามเป็นนายกรัฐมนตรี   เห็นว่ากำลังทหารไทยไม่มีทางสู้ญี่ปุ่น จึงยอมให้กองทัพญี่ปุ่นผ่านได้ โดยส่งโทรเลขไปยังจังหวัดต่างๆ และประกาศทางวิทยุกระจายเสียง กรมโฆษณาการให้กองกำลังของไทยยุติการต่อต้าน ให้กองทัพญี่ปุ่นเคลื่อนทัพผ่านประเทศไทยได้

สงครามได้ดำเนินต่อไป  มีคนญี่ปุ่นสละชีพเพื่อชาติเป็นจำนวนมาก  จนถึงพ.ศ. 2488 อเมริกาได้ทิ้งระเบิดปรมาณูที่เมืองฮิโรชิม่า และนางาซากิ ทำให้จักรพรรดิญี่ปุ่นทรงประกาศยอมแพ้ทางวิทยุกระจายเสียง แล้วสงครามก็ได้สงบล

(แหล่งข้อมูล : หนังสือ “สงครามมืด ญี่ปุ่นบุกไทย โดย สรศัลย์ แพ่งสภา นสพ. สารคดี พ.ศ. ๒๕๔๓   และ ”ประวัติของแผ่นดินไทย”  โดย อาทร  จันทวิมล  )

ดาวน์โหลดนิทาน PDF