foto1
foto1
foto1
foto1
foto1

นิทาน น้ำใจไมตรี

ปฏิทิน

April 2018
S M T W T F S
1 2 3 4 5 6 7
8 9 10 11 12 13 14
15 16 17 18 19 20 21
22 23 24 25 26 27 28
29 30

Facebook Page

แผนที่ตั้ง

สถิติผู้เยี่ยมชม

112076
วันนี้
เมื่อวานนี้
สัปดาห์นี้
สัปดาห์ที่แล้ว
เดือนนี้
เดือนที่แล้ว
ทั้งหมด
31
198
1373
109117
4065
5388
112076

Your IP: 54.161.108.58
2018-04-22 01:15

นิทานน้ำใจ190

จอมกระล่อน

 

         มีเด็กหนุ่มเวียดนามคนหนึ่ง ที่คนทั้งหลายเรียกว่า จอมกะล่อน     เขาเป็นเด็กฉลาด แต่ใช้ความฉลาดส่วนใหญ่ในการพูดปด. เขาสนุกกับการหลอกคนอื่นได้รอบบ้าน ไม่มีผู้ใดรอดจากการเป็นเหยื่อให้เขาหลอกต้มไปได้เลย แม้แต่ป้าและลุงผู้ซึ่งเลี้ยงเขามา. หลังจากพ่อแม่ของเขาตายไป วันหนึ่งลุงของเขาออกไปไถนา ซึ่งอยู่ห่างจากบ้านไปไม่ไกลนัก ส่วนป้าก็อยู่บ้านทำงานบ้าน ขณะที่เขาเฝ้าดูป้าทำครัว จอมกะล่อนก็เกิดความคิดแวบขึ้นมา นึกกลวิธีที่จะล้อป้าและลุงของตนออกมาได้อย่างหนึ่ง เขารีบย่องออกจากบ้านวิ่งไปท้องนาที่ลุงกำลังไถอยู่“ลุงครับ ลุง” เขาตะโกนเรียกลุงเมื่อเขาวิ่งไปถึงนา “กลับบ้านเดี๋ยวนี้เร็วๆเข้า  ป้าตกกระไดลงมา เลือดโชก. ผมไม่รู้จะทำอย่างไรดี”ลุงเผ่นกลับบ้านทันทีโดยไม่ทันพูดอะไรสักคำ แต่จอมมุสากลับวิ่งไปตามทางลัดตัดถึงบ้านก่อนหน้าลุงจะไปถึง เขาวิ่งเข้าไปในบ้าน ตะโกนลั่น “ป้าครับป้า ลุงถูกควายขวิดที่ท้องนาแน่ะ ดูเหมือนขวิดเอาท้องทะลุเลย ”  เขาพูดยังไม่ทันจบ ป้าก็วิ่งออกจากบ้านไปแล้ว เขามองตามหลังป้าไปแล้วก็หัวเราะสนุก และเข้าไปหลบซ่อนอยู่หลังบ้าน      ป้าออกวิ่ง วิ่งอย่างเร็วที่สุด. พอถึงหัวเลี้ยวมุมถนน ป้าก็ชนโครมเข้าให้กับใครคนหนึ่ง สามีของป้านั่นเอง กำลังหอบแฮ่กๆเหงื่อโซมกาย ทั้งคู่มองดูกันอย่างตะลึงพรึงเพริดพูดไม่ออก     “ไอ้จอมโกหกนั่นอีกแล้ว” ทั้งสองคนรู้ทันทีว่าโดนเล่ห์ของเจ้าหลานชายเข้าอีกแล้ว ทั้งลุงและป้าโมโหใหญ่ “ครั้งนี้เป็นครั้งสุดท้ายที่จะยอมให้อ้ายตัวร้ายมันหลอกเรา” ลุงพูดออกมา       แล้วทั้งสองคนก็เข้าบ้าน พบจอมกะล่อนซ่อนอยู่หลังบ้าน จึงลากตัวมาใส่ลงในกรงไม้ไผ่กรงใหญ่ ปิดประตูแน่นหนา  “อยู่ในนี้แหละ จนกว่าตะวันจะตกดิน” ลุงว่า “แล้วป้ากับข้าจะลากกรงไปโยนลงแม่น้ำ เจ้าจะได้ไม่เที่ยวพูดโกหกหลอกใครๆอีก”     ตกเย็นป้าและลุงก็หามกรงไปที่แม่น้ำ ขณะที่โยนลงในแม่น้ำ พ่อจอมกะล่อนก็ร้องออกมาว่า“คุณลุงคุณป้าครับ ผมรู้ตัวว่าผิดไปแล้ว ผมก็พร้อมแล้วที่จะก้มหน้ารับโทษ แต่ได้โปรดทำอะไรให้ผมสักอย่างเป็นครั้งสุดท้ายเถิดครับ ผมมีหนังสือเล่มหนึ่ง ชื่อศิลปะแห่งการพูดปด ผมแอบเก็บไว้ข้างหลังกระบุงข้าวที่ในบ้าน ขอหนังสือเล่มนั้นให้ผมก่อนเถิดครับ ผมจะได้เอาไปอ่านในนรกด้วย” ทั้งลุงทั้งป้าต่างก็ไม่ใจร้ายที่จะปฎิเสธคำขอร้องสุดท้ายของหลานชายได้ลงคอ นอกจากนั้นลุงก็ชักอยากจะรู้ว่าหนังสือเล่มนั้นบอกไว้ว่ากระไรบ้าง ลุงและป้าจึงกลับบ้านไปเอาหนังสือมาให้หลานชาย  ขณะที่จอมกระล่อนคอยอยู่ในกรง ชายตาบอดคนหนึ่งก็เดินมาตามริมแม่น้ำ เด็กหนุ่มก็ตะโกนเรียก  “คุณตาบอดครับ โปรดมาทางนี้หน่อยครับ ถ้าคุณอยากให้นัยน์ตามองเห็นอีก”  ชายตาบอดได้ยินเสียงเรียกก็คลำทางมาที่กรงไม้ไผ่ เด็กหนุ่มก็บอกว่า     “เร็วๆหน่อยครับ รีบแก้เชือกทีมัดประตูกรงก่อน แล้วผมจะบอกวิธีรักษาตาของคุณให้หายบอด”  ชายตาบอดเอามือคลำๆกรงไป จนในที่สุดก็จัดการเปิดประตูออกมาได้ ทันทีที่ฝากรงเปิด จอมกระล่อนก็กระโดดออกจากกรงวิ่งอ้าวไปแล้ว       เมื่อลุงกับป้ากลับมา. จะบอกหลานชายว่าหาหนังสือไม่พบ หลานชายก็หายไปจากกรงเสียแล้ว เห็นแต่ชายตาบอดมายืนอยู่แทนที่ คอยรับรู้ว่าจะรักษานัยน์ตาด้วยวิธีใด ทั้งสามคนโดนตุ๋นอีกครั้งหนึ่งจนได้ จอมกระล่อนวิ่งฝ่าเข้าไปในกอไม้ไผ่กอหนาใกล้แม่น้ำนั้น ขณะที่เขาเดินเที่ยวสำรวจหาทางออกจากกอไผ่ บังเอิญไปพบหม้อเก่าๆเข้าใบหนึ่ง ในหม้อมีทองคำเต็ม โชคดีเสียนี่กระไร เขาเอาทองกลับบ้านไปให้ป้ากับลุงน่าขอบใจมหาสมบัตินั่นแท้ๆ ครอบครัวของเขาร่ำรวยกลายเป็นเศรษฐีไปแล้ว ตอนนี้ป้ากับลุงยอมรับแล้วว่า ยิ่งดุด่าหลานชายเท่าใด ก็ไม่ทำให้เด็กคนนั้นเปลี่ยนนิสัยของเขาได้เลย ทั้งสองคนจึงคิดว่า บางทีถ้าเราหาผู้หญิงที่ดีๆ ให้แต่งงานเจ้าเด็กหนุ่งนี่อาจยุติการปั้นน้ำเป็นตัว เลิกเที่ยวเตร่ไม่ทำการทำงานเสียได้กระมังแกจึงให้หลานชายแต่งงานกับสาวคนหนึ่งในหมู่บ้าน ดูท่าว่าการแต่งงานจะช่วยแก้ปัญหาไปได้ระยะหนึ่ง แต่สองสามเดือนต่อมาป้าและลุงเกิดตายลง จอมกระล่อนเริ่มเที่ยวโป้ปดมดเท็จหลอกคนต่อไปเหมือนอย่างเคยอีกวันหนึ่งเขาเข้าไปเที่ยวในป่า ไปพบเอาลูกเสือสามตัวนอนอยู่บนหญ้า เนื่องจากเขาเป็นหนุ่งนิสัยเลว จึงจับลูกเสือเหล่านั้นมาหักอุ้งเท้ามันเสีย ลูกเสือพากันร้องลั่นด้วยความเจ็บปวด พลัน เขาก็ได้ยินเสียงคำรามอย่างน่าสะพึงกลัวออกมาจากที่ใดที่หนึ่งใกล้ๆ คงเป็นแม่ของลูกเสือเหล่านั้นนั่นเอง จอมมุสาจึงรีบวิ่งไปแอบอยู่หลังพุ่มไม้……….  ชั่วครู่ต่อมาเสือแม่ลูกอ่อนก็วิ่งมาหาลูก พอเห็นลูกกำลังเจ็บปวดทุรนทุรายเพราะอะไร มันก็คาบลูกไปที่โคนต้นไม้เล็กๆต้นหนึ่ง ซึ่งมีใบสีเขียวๆ มันกัดใบไม้สองสามใบจากต้นใส่ปากเคี้ยว แล้วก็คาบใบไม้ในปากออกใส่อุ้งเท้าของลูกๆ ภายในไม่กี่นาทีแผลของลูกเสือก็หายเป็นปลิดทิ้งเจ้าหนุ่มคอยจนเสือทั้งแม่ลูกไปแล้ว เขาก็ขุดต้นไม้นั้นนำมาบ้าน เอามาปลูกในสนาม ตั้งชื่อว่า ต้นวิเศษ นับแต่วันนั้นมา เขาเฝ้าดูแลต้นไม้อย่างระวังระไว บอกแก่ภรรยาว่า เทพเจ้าให้ต้นไม้นี้แก่เขา ใบของมันรักษาแผลได้ทุกชนิด รักษาโรคภัยได้สารพัดแม้กระทั่งช่วยคนตายแล้วให้ฟื้นขึ้นมาก็ยังได้ ขอให้ภรรยาของเขาคอยรักษาต้นไม้ให้ สะอาดสะอ้าน  ” อย่าเอาขยะไปเทที่โคนต้นนะ ถ้าขืนทำต้นไม้จะเหาะหนีไปเสีย เขาเตือนแล้วเตือนอีก แรกๆภรรยาก็ทำตามที่สามีบอก แต่ไม่ช้านางก็ขัดใจกับสามีที่รักต้นไม้มากกว่าตัวนาง นางเบื่อที่จะฟังคำเตือนครั้งแล้วครั้งเล่า. วันหนึ่งเกิดทะเลาะกันนางจึงอารมณ์เสีย   ด้วยความโมโห นางจึงเอาถังใส่ขยะจากในครัว เทพรวดลงไปที่โคนต้นวิเศษโครมใหญ่ ทันใดนั้นต้นไม้ก็เริ่มสั่นไหวไปทั้งต้น ค่อยๆถอนรากถอนโคนขึ้นจากดิน ลอยขึ้นไปในอากาศ จอมกระล่อนเห็นเหตุการณ์ดังนั้นก็วิ่งถลันไปที่ต้นไม้ เอา มือยึดไว้ได้รากหนึ่งต้นไม้วิเศษลอยลิ่ว ขึ้นสู่ท้องฟ้า โดยมีจอมกระล่อนห้อยต่องแต่งอยู่ที่รากไม้  จนในที่สุดก็ถึงดวงจันทร์ ต้นไม้วิเศษจึงติดอยู่ในดวงจันทร์ตั้งแต่นั้นมาถ้าท่านมองดูดวงจันทร์ตอนกลางคืนในเวลาที่ท้องฟ้าใสกระจ่างอย่างพินิจพิเคราะห์.  จะเห็นเงาต้นไม้วิเศษปรากฎอยู่ภายในดวงจันทร์ โดยมีจอมกระล่อนนั่งพิงอยู่ที่โคนต้น 

 ที่มา https://jirametyo.wordpress.com/2012/08/28/นิทานอาเซียน-ประเทศเวีย/

          https://youtu.be/-pGMFkpu-1g                                                          

                       ดาวน์โหลดนิทานPDF